สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Lude.Me

ประวัติ หลวงปู่สรวง

ประวัติ หลวงปู่สรวง

ประวัติหลวงปู่สรวง เทวดาเล่นดิน

ออยเตียนสรูล บายติ๊กเจีย

  หลวงปู่สรวง พระอริยะสงฆ์ผู้พิสดารที่อยู่เหนือกาลเวลา

ได้มีผู้เคยถาม หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต วัดชลประทานราชดำริ ว่า หลวงปู่รู้จัก หลวงปู่สรวง แห่งท้องทุ่งศรีสะเกษ หรือเปล่าครับ? หลวงปู่ฤทธิ์ ท่านบอกว่ารู้จัก และรู้จักมานานแล้ว เมื่อ คราวที่หลวงปู่ฤทธิ์ ทำบุญวางศิลาฤกษ์ สร้างศาลาการเปรียญหลังใหญ่ ที่วัดชลประทานราชดำริ หลวงปู่สรวงท่านก็มา เวลาท่านมาท่านก็มาของท่านเองไม่รู้ว่าท่านมาเมื่อไหร่ มารู้อีกทีก็เมื่อตอนที่เห็นท่าน เวลาท่านจะไปท่านก็ไปท่านเดินออกไปทางป่าด้านโน้น อยู่ด้านหน้าศาลาเป็นป่ากว้างมีน้ำท่วมขังเล็กน้อย ท่านเดินตรงไปแต่พอมองออกไปจะเห็นฝูงสัตว์เดินตามท่านเป็นพรวนแล้วสักพักท่านก็หายไป หลวงปู่ฤทธิ์ ท่านยังได้พูดว่า เรื่อง หลวงปู่สรวงพูดไปแล้วก็เหมือนกับนิยาย เป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ท่านก็มีตัวตนจริง เมื่อหลายสิบปีก่อน ได้พบเห็นท่านอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็เห็นท่านเหมือนเดิม ตัวของหลวงพ่อเองนี่ซิแก่ลงไปทุกวันทุกปีนี่ก็อายุ82 แล้วแต่หลวงปู่สรวงท่านก็อยู่ของท่านอย่างนั้น


ส่วนเรื่องอายุของ หลวงปู่สรวงนั้น หลวงปู่ฤทธิ์ท่านก็บอกว่า ท่านไม่รู้เหมือนกันว่าเท่าไหร่?.... สถานที่จำวัด เมื่อตอนที่พบ หลวงปู่สรวงก็คือ กระท่อมเฝ้านากลางท้องทุ่งริมถนนหมู่บ้านละลม-สะเดา ชายแดนด้านเขมร เป็นกระท่อมยกพื้นสูงมุงหลังคาด้วยไม้กระดานเก่าๆ กันลมกันฝนไม่ค่อยได้ ในวันนั้นหลวงปู่สรวงท่านนอนอยู่ในกระท่อม มีชายชราผมขาวนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ คอยบีบนวดให้หลวงปู่สรวง นอกกระท่อมมีชายหญิงชาวบ้าน 4-5 คนนั่งคุยกันอยู่เป็นชาวบ้านย่านนั้น ข้างฝากระท่อมมีว่าวจุฬาตัวใหญ่เหน็บข้างฝาอยู่ 1 ตัว มีเตาเล็กๆ แลและหม้อหุ้งข้าวเก่าๆวางอยู่ 1 ชุด และก็มีถังใส่น้ำขุ่นๆเข้าใจว่าจะตักมาจากหนองน้ำกลางทุ่งที่อยู่ใกล้ ๆ หน้ากระท่อมหลวงปู่สรวงมีแคร่ไม้ยาว สำหรับนั่ง พวกเราทุกคนเข้าไปกราบท่าน ท่านก็ลุกขึ้นมาแต่ท่านไม่พูดจาอะไร ในปากของท่าน ก็เคี้ยวใบพลูสดอยู่ตลอดเวลา มีพวกผมคนหนึ่งถามท่านว่า หลวงปู่อายุเท่าไรแล้ว ท่านก็ตอบเป็นภาษาส่วย ซึ่งผมเองและเพื่อนที่ไปจากกรุงเทพ ก็ฟังไม่เข้าใจ แต่พรรคพวกที่ศรีสะเกษแปลว่าให้ฟังว่า เรื่องของอดีตลืมไปหมดแล้ว ชื่ออะไรก็จำไม่ได้ เขาเรียกว่าปู่สรวง ก็ปู่สรวง ชื่อเสียงมันก็ไม่ใช่ตัวของเราจะเรียกยังไงก็ได้ ถ้ามาคิดกันอีกแง่นึงก็เหมือนกับว่า ท่านได้สอนธรรมะชั้นสูงให้กับพวกเราให้รู้ว่า ให้มีแต่ปัจจุบันเพราะสิ่งทั้งหลายมันผ่านไปแล้ว มันเป็นเรื่อง สมมุติทั้งนั้น....



ว่าวจุฬาตัวใหญ่ที่เหน็บ ไว้ที่ข้างฝากระต๊อบก็เป็นสิ่งที่สะดุดใจของคณะพวกผม จึงไต่ถาม ชาวบ้านที่มาเฝ้าดูแลท่าน ชาวบ้านบอกว่า หลวงปู่ท่านชอบเล่นว่าว และชอบดูเขาตีไก่ชนกัน ตอนหน้าแล้งชาวบ้านทั่งเด็กและผู้ใหญ่จะไปเล่นว่าวกันที่กลางทุ่ง หลวงปู่สรวงท่านจะนั่งดูยิ้มหัวเราะด้วยความชอบอกชอบใจ บางคนยังเล่าว่า บางครั้งหลวงปู่สรวงท่านหายไปว่าวตัวที่เหน็บอยู่ก็หายไปด้วย เมื่อเห็นว่าเหน็บอยู่ที่กระต๊อบนั่นก็คือหลวงปู่ท่านต้องอยู่ที่กระต๊อบอย่างแน่นอน ผมก็เลยถามว่าเวลาหลวงปู่สรวงท่านออกไปไหนทำไมคนที่เฝ้าอยู่ไม่รู้ ? พวกเขาบอกว่ามาดูแลท่านเฉพาะตอนกลางวัน พอกลางคืนต่างคนก็กลับบ้านในกระต๊อบก็จะมีหลวงปู่สรวงท่านอยู่รูปเดียว เมื่อท่านหายไปไหนจึงไม่มีใครรู้ ชาวบ้านในกลุ่มที่เล่าบางคนถึงกับบอกว่า ท่านบินไปพร้อมกับว่าว ส่วนเรื่องที่ท่านชอบดูเขาตีไก่ชนนั้นก็เป็นเรื่องจริง เพราะมีบ่อยครั้งที่ที่มีการตีไก่จะเห็นหลวงปู่สรวงไปนั่งดูอยู่ด้วย และท่านก็จะหัวเราะชอบใจตบมือตบไม้เชียร์ไก่ก็ยังมี


การที่มีผู้คนส่วนใหญ่ไปหาท่านมักจะเป็น เรื่องของตัวเลข เพื่อเอาไปแทงหวย ยิ่งใกล้วันที่หวยออกจะมีรถราหลายสิบคันไปจอดเรียงรายอยู่ใกล้ๆกระต๊อบที่ท่านจำวัด ถ้าใครได้ยินหรือได้ฟังว่าหลวงปู่สรวงทำอะไรออกมาเป็นตัวเลข พวกเขาก็จะคิดกันไปต่างๆนาๆบางคนก็ถูกบางคนก็ไม่ถูก มีคนเล่าให้ฟังว่า คนที่ถูกหวยได้เงินจำนวนมากๆ หลายรายนำเงินสดไปถวายท่าน ท่านก็หยิบขึ้นมาดูแล้วก็โยนเข้ารกเข้าพงไปทั้งปึก คนที่เห็นเหตุการณ์ ก็เข้าไปหาแต่ก็หาไม่พบทั้งๆที่เงินจำนวนไม่ใช่น้อยและบางครั้ง ก็มีผู้นำเงินไปถวายท่านเวลาที่เขากลับหลวงปู่สรวงท่านก็ขออาศัยรถเขาไปด้วยเมื่อรถแล่นไปตามถนนที่มีผู้คนมากๆหลวงปู่ท่านก็จะเอาเงินที่พวกเขาถวายออกมาโปรยไปตาม

ถนนที่รถวิ่งให้กับผู้คนที่ยากจน นับเป็นที่ร่ำลือและฮือฮากันมากสมัยที่มีสงครามช่วงชิงอำนาจของเขมรยังรุ่นแรงอยู่ ก็มีผู้คนอพยพมาตามแนวชายแดนเป็นจำนวนมาก มีคนเล่าว่าหลวงปู่สรวงท่านจะเปลี่ยนเป็นนุ่งขาวห่มขาวออกไปรับผู้ที่อพยพเข้ามาทางชายแดนจุดใดที่ท่านออกไปรับผู้ที่อพยพก็มักจะปลอดภัยจากปืนใหญ่และการติดตาม ของทหารเขมร บางวันหลวงปู่สรวงท่านก็จะเอาผ้าสีขาวปักเป็นธงไว้ในที่สูงให้เห็นกันอย่างชัดเจน ชาวเขมรที่อพยพก็จะไปอยู่กันตรงที่หลวงปู่ปักธงสีขาวเอาไว้ วันนั้นถ้า จะมีปืนใหญ่ถล่ม ยิงมาตามแนวชายแดน ผู้คนที่อพยพมาอยู่ตรงที่หลวงปู่สรวงปักผ้าขาวเอาไว้ก็จะปลอดภัยจากลูกกระสุนปืนใหญ่ภายหลังจากที่สงครามการช่วงชิง อำนาจของเขมรสิ้นสุดลง หลวงปู่สรวงท่านก็พักอยู่ที่กระต๊อบเฝ้านาด้านชายแดนเขมรแถว อำเภอ ขุขันธ์ เวลากลางวันก็มีชาวบ้านแถวนั้นมาคอยดูแลปรนนิบัติรับใช้ท่าน เวลากลางคืนหลวงปู่สรวงก็อยู่ของท่านรูปเดียว บางครั้งท่านก็จะหายไปนานๆ ท่านถึงจะกลับมา เมื่อมีผู้คนเดินทางไปหาท่านเขาก็จะถามร้านตรงที่อยู่ตรงปากทางเข้าบ้านละลม-สะเดา ว่าหลวงปู่อยู่ หรือไม่? ถ้าหลวงปู่สรวงอยู่เขาก็จะบอกว่า ท่านกลับมาแล้วเมื่อคืนนี้ แล้วต่างก็เข้าไปหาท่านที่กระต๊อบเฝ้านา ไม่แห่งใดก็แห่งหนึ่ง ในท้องทุ่งนั้นเคยมีผู้นิมนต์ท่านไปเจิม ร้านวันเปิดร้านทำบุญขึ้นบ้านใหม่ก็มีอย่างปั๊ม ปตท. ปากทางเข้า อำเภอ ขุขันธ์ ที่พวกเราแวะเติมน้ำมันรถและรับประทานอาหารกลางวัน ก็ได้พบรูปหลวงปู่สรวงติดไว้ในร้านทั้งยังมีข้อความใต้ภาพว่า “ หลวงปู่สรวง อายุ 500 ปี จำวัดทั่วจักรวาล” ทางเจ้าของร้านได้นิมนต์หลวงปู่สรวงท่านมาเปิดร้านให้ ปั๊มก็เจริญมาตลอดจนเป็นปั๊มใหญ่ดังที่ได้เห็นอยู่ทุกวันนี้


 
- เรื่องของการเปิดป้ายร้านค้า ชาวบ้านผู้หนึ่งที่ได้เฝ้าดูแลหลวงปู่สรวงอยู่เล่าให้ผมฟังว่า มีร้านค้าเปิดใหม่แถวนั้นได้นิมนต์หลวงปู่สรวงเปิดร้าน พอท่านสวดมนต์และฉันอาหารเสร็จท่านก็เดินออกมาหน้าร้านด้านนอกถลกจีวรยืนฉีที่หน้าร้าน เจ้าของร้านรู้ทันจึงได้เข้าไปเอามือรองฉี่ของท่านสะบัดไปทั่วหน้าร้าน เจ้าของร้านที่เอามือรองฉี่เล่าให้ฟังภายหลังว่าฉี่ของหลวงปู่สรวงแทนที่จะร้อนหรืออุ่นๆ ที่มือฉี่ของท่านกลับเย็นเหมือนน้ำแข้งและเมื่อหวยออกงวดนั้น หมายเลขร้านค้า ดังกล่าวตรงกับเลขของหวยที่ออกพอดี หลายคนที่อยู่ในที่นั้นเลยถือโอกาสรวยไปตามๆกัน บางรายได้นิมนต์ท่านสวดมนต์เย็นขึ้นบ้านใหม่ร่วมกับพระสงฆ์ที่มาจากที่อื่น เมื่อสวดมนต์เสร็จแล้วหลวงปู่สรวง ท่านจะลุกมาที่กลางบ้านนั่งถ่ายหนักอย่างหน้าตาเฉย ส่วนใหญ่เจ้าของบ้านก็จะรู้ทันรีบเอามือละเลงอึของท่านจนทั่วบ้าน เพราะเขารู้กันว่าอึของท่านไม่เหม็นแต่มีกลิ่นหอมคล้ายๆน้ำผึ้ง

พฤติกรรมแปลกของหลวงปู่สรวง บางคนที่ไม่รู้ก็หาว่าท่านบ้าๆบอๆบางคนก็เห็นว่าท่านอยู่เหนือโลก บางคนเล่าให้ฟังอีกว่า ถ้าหลวงปู่สรวง ท่านจะไปไหนในเวลากลางวันท่านก็จะขอโดยสารรถไปดื้อๆ และก็ไม่มีรถคันไหนปฏิเสธท่าน ถ้ารถคันใดปฏิเสธท่านไม่ยอมให้ท่านไป รถคันนั้นก็จะขัดข้องเครื่องยนต์ก็จะดับบ้างติดบ้างหรือไม่ก็ยางแตกขับไปไหนไม่ได้ ดังนั้นเวลาท่านต้องการที่จะโดยสารรถคันไหนไปจึงไม่มีใครที่จะกล้าปฏิเสธ บางรายก็บอกว่าเมื่อท่านนั่งรถไปแล้วก็จะให้คนขับๆไปเรื่อยๆ ถ้าท่านให้หยุดส่งท่านตรงไหนท่านก็จะลงตรงนั้นแล้วท่านก็จะเดินหายไปเฉยๆ ไม่มีใครรู้ว่าท่านไปทำอะไรที่ไหน บางคนก็บอกว่าท่านกลับไปจำวัดที่กระต๊อบเฝ้านากลางทุ่งละลม-สะเดา แต่บางครั้งท่านก็จะหายไปนานๆ หลายๆวันแต่ก็ไม่มีใครทราบว่าท่านไปไหน จึงมีบางคนที่ถามท่านว่าท่านไปไหน ท่านก็ไม่ตอบ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

24 ชั่วโมง ก่อนหลวงปู่ละสังขาร

ตามปกติหลวงปู่จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถนั่งรถเดินทางไปไหนมาไหนได้เป็นเวลาติดต่อกันหลายวัน

โดยหยุดพักเพียงเล็กน้อย ท่านไม่ค่อยเจ็บป่วยหรือแสดงอาการว่าเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด จะมีบ้างก็เป็นการเจ็บป่วย

เล็กๆน้อยๆและก็หายได้ในเร็ววัน โดยไม่เคยฉันยา เพิ่งจะมีอาการป่วยปรากฏในไม่กี่เดือนหลังมานี้ หลวงปู่มีอาการ

ป่วยและไม่ฉันอาหารติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายวัน


วันที่ 7 กันยายน 2543 เวลาประมาณ 17.00 น. หลวงปู่ได้เดินทางเข้าไปในจังหวัดศรีสะเกษ และได้พบกับลูกศิษย์

นายสมยศฯ ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาศรีสะเกษ ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่เองก็มีอาการป่วยคือมีเสมหะ

และเสียงแหบแห้ง พูดฟังไม่ค่อยชัดและได้ออกจากธนาคารกรุงเทพฯ ไปที่บ้านอาจารย์ทวีศักดิ์ ในระหว่างที่ลูกศิษย์หารือกันว่าจะพาหลวงปู่ไปหาหมอที่อำเภอประโคนชัย(หมอ ไฮ)

หลวงปู่ก็ตื่นขึ้นมาและขอน้ำล้างหน้า หลวงปู่

ได้บอกกับนายสมยศว่าจะขอกลับบ้านที่บ้านตะเคียนรามด้วย พวกลูกศิษย์ที่อยู่ในขณะนั้นได้ขอร้องให้หลวงปู่

ไปหาหมอที่อำเภอประโคนชัย แต่หลวงปู่ไม่ยอมจึงได้พาหลวงปู่ไปที่บ้านตะเคียนราม


ถึงเวลาประมาณ 20.00 น. และหลวงปู่ได้นั่งอยู่ในรถสักครู่ใหญ่ๆ และได้บอกให้ลูกศิษย์ก่อไฟและลงไปผิงไฟ

ลูกศิษย์ที่ติดตามมามี นายสัญชัย(เจ้าของรถ) , นายดุงกับภรรยา , นายสมยศ (เจ้าของบ้าน) และหลวงปู่ได้ผิงไฟ

และให้นวดเฟ้นให้จนถึงเวลาประมาณ ตีหนึ่งเศษ หลวงปู่ก็บอกว่า "จะไปตามทางตามเพลา" โดยมีเพียงหลวงปู่

และนายสัญชัยเป็นผู้ขับรถเท่านั้น และหลวงปู่ได้เดินทางไปที่กระท่อมข้างวัดป่าบ้านจะบก จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ

บ่ายสองโมงของวันที่ 8 กันยายน 2543 อาการป่วยของหลวงปู่ก็กำเริบหนักขึ้น หลวงปู่ได้บอกกับลูกศิษย์ว่าจะไป

ที่บ้านรุน และได้ให้นายกัณหา ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งซึ่งอยู่บ้านละลมถอดเสื้อออกมาเพื่อพัดด้านหลัง

ให้กับหลวงปู่ หลังจากพัดอยู่นานพอสมควรก็ได้บอกให้ลูกศิษย์ที่รวมกันอยู่ในกระท่อมในขณะ นั้นช่วยกันงัดแผ่นไม้

กระดานที่หลวงปู่นั่งทับอยู่ออกมาหนึ่งแผ่น ทั้งที่หลวงปู่ยังนั่งอยู่บนกระดานแผ่นนั้น พองัดออกมาได้

หลวงปู่ก็ได้พนมมือไหว้ไปทุกสารทิศ


เสร็จแล้วก็ให้ลูกศิษย์หามท่านออกมาจากกระท่อม และวางลงพื้นดินด้านทิศเหนือ อยู่ระหว่าง กระท่อมกับต้นมะขาม

โดยหลวงปู่หันหน้าเข้ากระท่อมขณะนั้นมีผู้นำน้ำดื่มบรรจุขวดมาถวาย 2 ขวด หลวงปู่ได้เทน้ำรดตนเองจากศรีษะลงมา

จนเปียกโชกไปทั้งตัวคล้ายกับเป็นการสรง น้ำครั้งสุดท้าย นายสัญชัยผู้ขับรถให้หลวงปู่นั่งเป็นประจำได้นำรถมาจอด

ใกล้ๆ และช่วยกันหามหลวงปู่ขึ้นรถและขับตรงไปที่กระท่อมบ้านรุน อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ โดยมีนายสุข

หรือนายดุง(คนบ้านเจ็ก อำเภอขุขันธ์) ขับรถติดตามไปเพียงคนเดียว ก่อนจะถึงกระท่อมนายสัญชัยได้หยุดรถที่หน้าบ้าน

นายน้อยเพื่อจะบอกให้นายน้อย ตามไป แต่หลวงปู่ได้บอกให้นายสัญชัยขับรถไปที่กระท่อมโดยเร็ว โดยบอกว่า

"เต็อวกะตวม เต็อวกะตวม กะตวม" พอถึงกระท่อมได้อุ้มหลวงปู่ไปที่แคร่ ในกระท่อมและช่วยกันก่อกองไฟ

เพื่อให้เกิดความอบอุ่น และนายสุขได้อาสาขอออกไปข้างนอกเพื่อจัดหาอาหารมาถวายหลวงปู่ และรับประทานกัน

นายสุขได้ไปที่บ้านโคกชาด ตำบลไพรพัฒนา ไปพบนายจุกและนางเล็กซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่เช่นเดียวกันและได้บอก

ให้รีบไป หาหลวงปู่ที่บ้านรุน เพื่อดูอาการป่วยของหลวงปู่ซึ่งมีอาการหนักกว่าทุกคราว นางเล็กได้จัดหาอาหารให้กับ

นายสุขส่วนตัวเองกับสามีได้ขับรถตามไปทีหลัง พอมาถึงกระท่อมปรากฎว่านายสัญชัยขับรถออกไปข้างนอก

พวกที่อยู่ก็รีบหุงหาอาหารเพื่อจัดถวายหลวงปู่ โดยหวังว่าหากหลวงปู่ได้ฉันอาหารอาการก็คงจะดีขึ้นบ้าง แต่หลังจาก

ถวายอาหารแล้วหลวงปู่ไม่ยอมฉันอาหารเลย แม้จะอ้อนวอนอย่างไรหลวงปู่ก็นิ่งเฉย นายสัญชัยที่ออกไปทำธุระข้างนอก

ได้กลับมาโดยขับรถตามนายน้อยที่นำของมาถวาย หลวงปู่เหมือนกัน เมื่อไม่สามารถที่จะทำให้หลวงปู่ฉันได้

ทุกคนก็พิจารณาหาวิธีว่าจะช่วยหลวงปู่ได้อย่างไร ในที่สุดก็เห็นพ้องกันว่าให้รีบช่วยกันแต่ง ขันธ์ห้า ขันธ์แปด

มาขอขมาหลวงปู่โดยด่วน ตามที่เคยได้กระทำมาและก็ได้ผลมาหลายครั้งแล้วซึ่งจะทำให้หลวงปู่หายป่วยได้ ทุกครั้ง

และนายสัญชัยยืนยันว่า ถ้าได้แต่ง ขันธ์ห้า ขันธ์แปด ขอขมาและหาแม่ชีมาร่วมสวดมนต์ถวายด้วยแล้วก็จะหายเป็นปกติ

ทุกคนเห็นชอบด้วยจึงให้นายสัญชัยรีบดำเนินการโดยด่วน นายสัญชัยได้ขับรถไปที่บ้านขยุงเพื่อหาคนที่เคยแต่งขันธ์ห้า

ขันธ์แปด เมื่อนายสัญชัยออกไปแล้วลูกศิษย์ที่เหลืออยู่ซึ่งมีผู้ใหญ่บ้านรุนและลูก บ้านอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งนายมี

เจ้าของกระท่อมก็ได้พากันแต่งขันธ์ห้า ขันธ์แปดเฉพาะหน้าอย่างรีบด่วน เพื่อเป็นการบันเทาจนกว่านายสัญชัยจะได้

พาคนที่แต่งขันธ์ห้า ขันธ์แปดมาทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง โดยนายน้อยได้อาสาไปหาธูปเทียน ในหมู่บ้าน โดยขับรถออกมา

ห่างจากกระท่อมประมาณ 300 เมตร รถติดหล่มไม่สามารถขับรถออกไปได้ทั้งที่เคยเป็นทางที่ใช้เป็นประจำ ด้วยความ

ร้อนใจนายน้อยได้จอดรถล็อคประตูและขวางถนนทำให้รถคันอื่นไม่สามารถ เข้าออกได้ และได้อุ้มลูกเดินเข้าไปใน

หมู่บ้านในระหว่างนั้นเองนายสัญชัยได้ขับรถเข้ามา แต่ก็ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้เนื่องจากมีรถนายน้อยติดหล่มขวาง

ทางอยู่ จึงได้กลับเอารถมาจอดไว้ที่บ้านนายน้อย

    ในระหว่างที่กำลังรอคอย นายน้อยออกไปซื้อธูปเทียนนั้น ชาวบ้านรวมทั้งผู้ใหญ่บ้านได้พากันทยอยกลับจนเกือบ

จะหมดแล้ว และได้มีหญิงชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าพวกเราน่าจะพาหลวงปู่ไปส่งที่โรงยา บาลจะเป็นการดีที่สุด

และแล้วพวกชาวบ้านพากันกลับไปจนหมด ซึ่งผิดจากทุกครั้งที่เขาเหล่านั้นจะอยู่กับหลวงปู่ตลอดเวลาจะกลับบ้าน

ก็ต่อ เมื่อหลวงปู่ได้เดินทางไปที่อื่นแล้ว สุดท้ายก็ยังมีลูกศิษย์กับหลวงปู่ในกระท่อมเพียงแปดคนรวมทั้งเด็กที่เป็นลูก

ของนายจุกนางเล็กด้วย ทุกคนต่างหาวิธีที่จะช่วยให้ความอบอุ่นแก่หลวงปู่ ซึ่งขณะนั้นได้พากันจับดูตามร่างกายของ

หลวงปู่ จะเย็นจัดตลอด บางคนก็ได้เอาหมอนไปอังไฟให้ร้อนแล้วนำมาประคบตามร่างกายให้หลวงปู่บางคนก็

ต้มน้ำร้อน หลวงปู่ได้สั่งให้ลูกศิษย์เอาผ้าชุปน้ำอุ่นมาเช็ดนิ้วมือนิ้วเท้าทำความ สะอาดและเช็ดทั่วทั้งร่างกายโดยย้ำว่า

ให้ทำให้สะอาดที่สุด บางแห่งตามนิ้วเท้าที่ของหลวงปู่ที่ลูกศิษย์เช็ดให้ไม่สะอาดพอ หลวงปู่ก็ใช้นิ้วมือเกาถูอย่างแรง

จนสะอาด เมื่อทำความสะอาดร่างกายพอสมควรแล้ว หลวงปู่ได้เอ่ยออกเสียงอย่างแผ่วเบาออกมาเป็นภาษาเขมรว่า

"เนียงนาลาน" (นางไหนละรถ) ซึ่งเสียงที่เปล่งออกมานั้นแผ่วเบามาก ทุกคนเข้าใจว่า "เนียง" นั้นหมายถึงนางเล็กจึงได้

พากันอุ้มหลวงปู่ไปขึ้นรถของนายจุกนางเล็ก โดยผู้ที่อุ้มมีนายจุก และนายตี๋ โดยนายสุขเป็นผู้เปิดประตูรถให้ พอนำ

หลวงปู่ขึ้นนั่งบนรถโดยลูกศิษย์ได้ปรับเบาะเอนลงเพื่อให้หลวงปู่เอนกาย ได้สบายขึ้น ท่านได้พยายามยื่นมือมาดึงประตู

รถปิดเอง ลูกศิษย์จึงช่วยปิดให้รถเลื่อนออกจากกระท่อมเพื่อไปโรงพยาบาลบัวเชด ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากแต่รถออกไปได้

ประมาณ 50 เมตร อาการป่วยของหลวงปู่ก็เริ่มหนักมากขึ้นทุกทีจนลูกศิษย์ที่นั่งอยู่ด้วยด้าน หลังตกใจ และร้องขึ้นว่า

"หลวงปู่อาการหนักมากแล้ว" และได้จอดรถคนที่อยู่รถคันหลังก็วิ่งลงมาดู และก็บอกว่าอย่างไรก็จะต้องนำหลวงปู่ส่ง

โรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะ เร็วได้ เมื่อรถวิ่งออกมาอีกก็มาติดรถของนายน้อยที่ติดหล่มขวางทางอยู่ไม่สามารถ

ออก ไปได้ นายจุก ได้ร้องตะโกนบอกให้นายจันวิ่งไปสำรวจดูเส้นทางอื่น ว่าจะมีทางใดที่สามารถจะนำรถออกไปได้

และเมื่อสำรวจดูโดยทั่วแล้ว เห็นว่ามีทางออกเพียงทางเดียวก็คือต้องขับฝ่าทุ่งหญ้าออกไปหาถนน แต่ไม่น่าจะออกไป

ได้แต่ก็ตัดสินใจขับออกไป เหตุการณ์บนรถในขณะนั้น ในขณะที่กำลังเลี้ยวรถเพื่อขับผ่านทุ่งหญ้าออกไปนั้นได้มีอาการ

บางอย่างที่ เป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่าหลวงปู่จะละสังขารอย่างแน่นอนให้คนที่อยู่บนรถเห็น ต่างคนก็ร่ำไห้มองดูด้วย

ความอาลัยและสิ้นหวัง หลวงปู่เริ่มหายใจแผ่วลงเรื่อยๆ ในที่สุดก็ได้ทอดมือทิ้งลงข้างกาย แล้วจากไปด้วยความสงบ

อย่างไรก็ตามลูกศิษย์ก็ยังคงนำหลวงปู่ไปที่โรงพยาบาล เผื่อว่าหมอจะสามารถช่วยให้หลวงปู่ฟื้นขึ้นมาได้ ในระหว่าง

ทางไปโรงพยาบาล นายสาด ชาวบ้านตาปิ่น อำเภอบัวเชด ก็ขี่รถจักรยายนต์สวนทางมา นายจุกชะลอรถและตะโกนบอก

ให้นายสาดตามไปที่โรงพยาบาลบัวเชด พอไปถึงโรงพยาบาล ทั้งนายแพทย์และพยาบาลได้รีบนำหลวงปู่เข้าห้องฉุกเฉิน

ทำการตรวจโดยละเอียด และลงความเห็นว่าหลวงปู่ได้สิ้นลมไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ถึง 4 ชั่วโมง ซึ่งลูกศิษย์ต่างก็ยืนยันว่า

สิ้นลมไม่น่าจะเกิน 10 นาทีแน่นอน เพราะระยะทางจากบ้านรุนไปโรงพยาบาลบัวเชดประมาณ 10 กิโลเมตร และก็ได้ขับ

รถด้วยความเร็วสูงด้วย ลูกศิษย์ไม่ให้ทางโรงพยาบาลฉีดยา หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งกับร่างของหลวงปู่ทั้งสิ้น

เมื่อเห็นว่าไม่สามารถจะช่วยหลวงปู่ได้แน่แล้ว ก็ได้พากันนำร่างหลวงปู่กลับพอมาถึง บ้านตาปิ่น ก็ได้แวะเอาจีวรเก่าของ

หลวงปู่ที่เคยให้ไว้กับนายสาด เพื่อนำมาครองให้หลวงปู่ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย และนายสาดก็ได้ขึ้นรถมาด้วยพอมา

ถึงบ้านรุนก็มีรถนายสัญชัยและนายน้อยจอดรอ อยู่ ก็ได้แจ้งว่าหลวงปู่ได้มรณภาพแล้ว และได้พากันขับรถมุ่งหน้าจะไป

บ้านละลม พอถึงบ้านไพรพัฒนา นายจุกได้ขับรถแวะเข้าไปที่วัดบ้านไพรพัฒนา และได้บอกข่าวให้กับหลวงพ่อพุฒ

ว่ายาโม เจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนาให้ทราบ ว่าหลวงปู่สรวงได้ละสังขารแล้ว


เหตุการณ์ที่วัดไพรพัฒนา

เวลาประมาณ 19.00 น. ในขณะที่หลวงพ่อพุฒกำลังสนทนากับพระลูกวัดก็ได้มีรถเข้ามาจอดจำนวน 4 คัน

โดยมีนายสาด ลงมาแจ้งกับหลวงพ่อพุฒว่าหลวงปู่สรวงมรณภาพแล้ว หลวงพ่อพุฒอึ้งไปขณะหนึ่ง ก็ได้ถามว่า

มรณภาพที่ไหน นายสาดตอบว่าที่โรงพยาบาล และได้นำศพของท่านมาพร้อมกับรถนี้แล้ว หลวงพ่อพุฒจึงได้ลงไป

เปิดประตูรถดู และได้กราบลงบนตักของหลวงปู่ และได้จับตามร่างกายและหน้าอกของหลวงปู่ดู และก็รู้สึกได้ว่าท่านได้

ละสังขารจริงๆ และถามลูกศิษย์ที่นำสังขารหลวงปู่มา ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ลูกศิษย์ทุกคนรวมทั้งนายสัญชัยได้

บอกว่าจะนำสังขารของหลวงปู่ไปบำเพ็ญกุศล ที่วัดบ้านขยุง หลวงพ่อพุฒ บอกว่าให้เดินทางไปก่อนแล้วอาตมาจะตาม

ไป ขบวนรถทั้ง 4 คันก็ได้เคลื่อนออกจากวัดไพรพัฒนาจะไปยังวัดบ้านขยุง หลวงพ่อพุฒจึงครองจีวรเตรียมอุปกรณ์

เรียกหาพระลูกวัดก่อนจะออกเดินทางได้ อธิษฐานว่า “สาธุ ถ้าหากหลวงปู่มีความประสงค์จะให้ลูกหลานได้เป็นผู้บำเพ็ญ

กุศล ก็ขอให้หลวงปู่ได้กลับมาที่วัดด้วยเถิด” แล้วก็ได้นั่งรถติดตามไปที่บ้านขยุงแต่ไปถึงแค่บ้านโคกชาด มีรถหลายคัน

จอดอยู่และได้ให้สัญญาณไฟ จึงได้จอดดูแล้วปรากฏว่าเป็นรถที่จะนำสังขารหลวงปู่ไปที่วัดบ้านขยุง ได้บอกหลวงพ่อ

พุฒว่าให้กลับไปที่วัดไพรพัฒนา แล้วก็ขับออกนำหน้า หลวงพ่อพุฒก็ได้นั่งรถตามมา พอมาถึงวัดเห็นรถที่มีสังขารหลวง

ปู่จอดอยู่ที่ด้านทิศตะวันออกของศาลา จึงได้บอกว่าอย่าพึ่งทำอะไรให้อยู่อย่างนี้ก่อน และได้สั่งให้พระลูกวัดจัดเตรียม

สถานที่ตั้งศพบนสาลา ส่วนหลวงพ่อพุฒเองได้นำธูปเทียนมากราบไหว้ขอขมาลาโทษ และนิมนต์ร่างของหลวงปู่ขึ้นมา

ตั้งตรงสถานที่ๆ จัดไว้บนศาลา และได้จุดธูปอธิษฐานว่า “ หากเป็นความประสงค์ของหลวงปู่จะให้ลูกหลานบำเพ็ญกุศล

ในที่นี่จริง ก็ขอให้ดำเนินการไปโดยเรียบร้อย และขอให้มีลูกศิษย์ของหลวงปู่ได้มาร่วมบำเพ็ญกุศลโดยทั่วกัน” ต่อจาก

นั้นได้ดำเนินการบำเพ็ญกุศลให้กับหลวงปู่อย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน


นี่คือเหตุการณ์ทั้งหมดว่าเหตุใด สรีระของหลวงปู่สรวงจึงได้มาตั้งบำเพ็ญ กุศลอยู่ที่บ้านไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์

จังหวัดศรีสะเกษา แล้วจะสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวัง


 


วัตถุมงคลของหลวงปู่สรวงทุกชนิด

โดดเด่นหลายทางตามคำอธิฐานดังนี้

การอธิษฐานขอพร-ขอความสำเร็จ หลวงปู่สรวง

- ให้จัดบายศรี 1 คู่

ถวาย M -150 1 ขวด (หลวงปู่ชอบฉัน)

- จุดธูป 19 ดอกอธิษฐานตามความประสงค์ แล้วปักธูปกลางแจ้ง

********************

วิธีบูชาหลวงปู่สรวงดังนี้

- ใช้ผ้าขาวยาว 1 วา
- ดอกสะเลเต คนไทยภาคกลางเรียก ดอกว่านมหาหงษ์ ๕ คู่
- เทียนขี้ผึ้งแท้หนัก 1 บาท จำนวน 1 คู่
- เทียนเล็ก 5 คู่
- หมากพลูบุหรี่ 9 คำ
- เงินกำนลครู 6 บาท
- จุดธูป 9 ดอก (หรือ 19 ดอก )

(ไม่จำเป็นต้องจัดหาให้ครบทุกอย่าง ตามกำลังและความสะดวกนะครับ

เพราะหลวงปู่ท่านสมถะมาก)



กล่าวคำบูชาท่านว่า


นะโมพุทธายะ อิติปิโสภควา อริยะ อ็องสรวง สัมปันโณ ยะธาพุทโมนะ นะมะพะทะ อะหังนุกา

ท่อง ๙ ครั้งแล้วบอกกล่าวชื่อเสียงเรียงนามของเรากับท่านบอกความทุกข์บอกกล่าวในสิ่งที่ปรารถนาให้ท่านช่วย ทุกข์โศกโรคภัยที่มีอยู่จะค่อยๆหายไปในที่สุด 

ขึ้นถวายวันพฤหัส ถือศีล ทำกรรมฐานนั่งสมาธิระลึกถึงท่านเพื่อเป็นการถวายทั้งอามิสบูชาและปฏิบัติภาวนา แล้วจะสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวัง

(ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละบุคคล)



วัตถุมงคล  หลวงปู่สรวงที่มีให้บูชาในขณะนี้

ในด้านโชคลาภ เมตตา มหาเสน่ห์และขอพรต่างๆ

ฝ่ามือฝ่าเท้าหลวงปู่สรวงผู้วิเศษ ปี39 ปั้มตรายางชื่อวัด

พระอาจารย์เสริฐมหาวีโร...ได้นำผ้าขาวที่หลวงปู่สรวงท่านใช้แล้ว....

มาตัดเป็นผืนๆแล้วให้หลวงปู่สรวงท่านเอาหมึกประทับฝ่ามือท่านลงบนผ้าทีละชิ้นๆๆ....

ส่วนตอนปั๊มรอยเท้าอดีตพระอาจารย์เสริฐมหาวีโร..ท่านได้ให้หลวงปู่สรวงท่านนั่งแล้วจับประคองเท้า

ของหลวงปู่สรวงให้เหยียบกดลงบนผ้าทีละผืนๆๆๆ..เช่นกัน......ต่อมาก็เอาให้หลวงปู่สรวงท่านจารเมจิก...

แล้วเอาตราปั๊ม...ใช้เวลาการทำนานหลายเดือนจึงเสร็จ..(เท่านั้นก็น่าจะพอ)..

แล้วอาจารย์เสริฐก็เอาเข้าพิธีปลุกเสกใหญ่ที่บ้านละลมเมื่อวันที่12,13,14เมษายน2539เสก3วัน3คืน

มีเกจิอีสานใต้ไปร่วมมากมาย(รายได้สร้างศาลาบ้านตาโคล)...เช่นลปเครื่องวัดสระกำแพงใหญ่ลปเกลี้ยงวัดโนนแกลด,ๆลๆ

อีกทั้งลพ.สร้อยวัดเลียบราษฏร์บำรุงท่านก็ไปด้วย....เพื่อออกให้ผู้ร่วมบุญสร้างศาลาบ้านตาโคลปี39

ขนาดผืน11x19นิ้ว(แต่ละผืนขนาดอาจลดหลั่นกันไปบ้างเพราะอ.เสริฐท่านตัดเอง.)...

เป็นมหามงคล....โชคลาภ...ปลอดภัย..ปกป้องคุ้มครองเป็นเลิศ....ๆลๆ.....พับเก็บพกพาติดตัวดีมาก!

หรือจะเอาใส่กรอบบูชาสำหรับร้านค้ายิ่งดี..พับเก็บเสียบหน้ารถก็ดี(แคล้วคลาดเป็นเลิศยามเดินทาง)..

หลวงปู่สรวงท่านอวยพรว่า"...เจีย..เจีย..เจีย...บายตึ๊กเจีย.."นี่คำอวยพรของหลวงปู่สรวงเมื่อท่านมอบให้ครับ...

.ข้าวดีน้ำดีมั่งมีเงินทองครับ..มีประสบการณ์ดี


เหรียญหลวงปู่สรวงเทวดาเล่นดินรุ่น1

ตอนนี้..ประวัติการสร้าง..ไม่..แน่นอน ซะแล้ว

(ไม่แนะนำให้บูชาแล้วครับ)

ปัจจุบันการเช่าหาอันตรายมากครับ มีบล็อคเสริมออกมาตลอด

ตอนนี้มั่วกันไปหมดเลย...ครับ หาที่สิ้นสุดไม่ได้

*บูชาอย่างอื่นดีกว่าครับ 

เงินของท่านยังหาบูชาของดีๆของหลวงปู่สรวง ได้อย่างสบายใจ


 

เหรียญเทวดาเล่นดิน ปัจจุบันไม่แนะนำให้บูชาครับ

ตำหนิเดิมๆ ที่เคยใช้ดูกัน ตอนนี้ ทำได้หมดแล้ว อย่าบูชาเลยครับ 


"ขอแนะนำ"

"เหรียญหลวงปู่สรวง รุ่น สร้างศาลา

เหรียญดี แท้ ทัน ราคาถูก มีการสร้างชัดเจน "


"เหรียญหลวงปู่สรวง แท้ ทัน ราคาถูก มีการสร้างชัดเจน "

เหรียญหลวงปู่สรวง รุ่นสร้างศาลา ปี 43

หนึ่งในวัตถุมงคล ที่หลวงปู่สรวงปลุกเสก และทันหลวงปู่สรวง

**ตอนนี้เหลือแต่เหรียญ ทองแดง และ ฝาบาตร (ไม่มีจาร)

เหรียญดีมีประสพการณ์  ราคาเริ่มขยับขึ้นเรื่อยๆ

จัดสร้างโดยหลวงพ่อประโยค รักขิโต เมื่อปี พ.ศ. 2543

***************************************

มี 2 บล็อก จำนวนการสร้างทั้งหมด 35,000 เหรียญ

บล็อกที่ 1 สร้างถวายโดยเถ่าแก่วุฒิพงษ์ วงศ์ศรี จำนวน 10,000 เหรียญ

ที่วัดดอนไม้งาม จ. บุรีรัมย์ สร้างศาลา

บล็อกที่ 2 สร้างถวายโดยเถ่าแก่ภพ สมาณจิต จำนวน 25,000 เหรียญ

แบ่งเป็น เนื้อทองแดง จำนวน 23,000 เหรียญ

เเละเนื้อพิเศษ (ทองฝาบาตร) จำนวน 2,000 เหรียญ

ราคาหลักพันเองครับ แต่พุทธคุณเปี่ยม


*******************************************************************

ธนบัตรที่ลูกศิษย์ทำบุญกับหลวงปู่สรวง

แต่หลวงปู่ไม่ยึดติดกับเงินพวกนี้ ท่านได้ฉีกเป็นชิ้นเล็ก

และปลุกเสก เป็นขวัญถุงแก่ลูกศิษย์

ชานหมากหลวงปู่สรวง

ปัจจุบันไม่มีแล้วนะครับ ถ้าเจอวางขายที่ไหน

(สงสัยได้เลยว่าน่าจะไม่ใช่ของแท้)


ว่าวธนูทอง จีวร ลงอักขระ หลวงปู่สรวง

นับเป็นของล้ำค่า...ที่สุด...ของหลวงปู่สรวง

ว่าวนี้..ท่านเย็บเอง สร้างเอง จากจีวรของท่าน

วันไหนหลวงปู่อยู่กุฏิ ว่าวนี้ก็จะแขวนอยู่ข้างกุฏิทุกครั้ง

หากวันไหนหลวงปู่ไม่อยู่ ว่าวนี้ก็จะหายไปด้วยอย่างไร้ร่องรอย

สร้างความฉงนใจแก่ศิษย์ยิ่งนัก


ว่าวจุฬา หลวงปู่สรวง เทวดเล่นดิน

สร้างจากกระดาษสา และลงอักขระ จารด้วยหมึก



สิ่งที่นำมาโชว์ เป็น อุจจาระของหลวงปู่

เนื้อล้วนๆ ซึ่งเป็นของพี่นายตำรวจท่านหนึ่ง

มีลักษณะคล้ายขี้ผึ้งและไม่มีกลิ่นเหม็นเลย

แถมยังมีกลิ่นหอมมาก น่าอัศจรรย์ยิ่งครับ

ตะกรุดทำหวย หลวงปู่สรวง เทวดาเล่นดิน ปี 39

หรือเรียกอีกอย่างว่า ตะดรุด (เทวดาให้ลาภ) เป็นตะกรุดเงิน

พระอาจารย์เสริฐสร้าง และนำให้หลวงปู่สรวงปลุกเสก ขนาด 5นิ้ว

ถือว่าเป็นตะกรุดประสบการณ์ที่หายากของหลวงปู่สรวงครับ สมัยท่านมีชีวิตอยู่

ชาวบ้านมักขอให้หลวงปู่เขียนเลขให้(เพื่อเอาไปแทง)ปรากฎว่า เจ้ามือหวยยุคนั้น

ไม่กล้ารับเลขที่หลวงปู่เขียนให้ สถิติคนรักตัวเลขคือถูก 10 งวดติดๆกัน

และมีคนได้รางวัลที่ 1 มาแล้ว ตะกรุดนี้ชื่อต็มๆว่าตะกรุดเทวดาให้ลาภ

เด่นเรื่องโชคลาภค้าขาย แต่มีคนเอาไปใช้ทำหวย เลยเรียนอีกชื่อว่าตะกรุดทำหวย



พระกริ่งเหล็กไหลเพลิง หลวงปู่สรวง สร้างปี 30

กรรมการ จารมือสด

(เหล็กไหล+ผสมเนื้อโลหะสัมฤทธิ์ขอม1000ปี)

พระกริ่งเหล็กไหลเพลิง หลวงปู่สรวง สร้างปี 30 กรรมการ จารมือสด

เสกน้ำมนต์เดือดกริ่งเหล็กไหลเพลิงปู่สรวงแจกกรรมการปี30

พระกริ่งเหล็กไหลเพลิง หลวงปู่สรวงเทวดาเล่นดิน ปี 30

จำนวนการสร้างเฉพราะกรรมการ108องค์และธรรมดา108องค์

ส่วนกรรมการหลวงพ่อสร้อยท่านจะตอกโค้ตเลขไทย179 ทุกองค์เป็นเลขฤกษ์ในการสร้างพระ

ท่านเทหล่อเองแบบม้วนเดียวจบ!....ในยามนั้นที่วัดเลียบราฏร์บำรุง..

โดยที่ท่านเอาเหล็กไหลเพลิงมาหลอมผสมกับโลหะขอม1000ปี มาทำเป็นองค์พระและเม็ดกริ่ง.

จากนั้นท่านก้ได้ให้หลวงปู่สรวงผู้เป็นอาจารย์ของท่านเสกพระกริ่งตอก179 และพระปิดตาเหล็กไหลเพลิง

ซึ่งแช่ในน้ำมนต์   หลวงปู่สรวงเสกจนน้ำมนต์เดือด!พล่าน!นานเป็นชั่วโมง !

จึงแล้วเสร็จ หลังจากเสร็จพิธี...หลวงปู่สรวงท่านพูดเป็นภาษาเขมรว่า...

"เหล็กไหลเพลิง....ครอบคลุมทุกอย่าง...แรง!...เร็ว...."

หลวงพ่อสร้อยท่านแปลเป็นภาษาไทยให้ศิษย์ฟังในที่นั้น

หนึ่งในของหายากที่สุด..ของหลวงปู่สรวงที่มีพุทธคุณ และประวัติการสร้างดีมาก


***************************************************

พระกริ่งจักรพรรดิ์ชัยวรมันสัมฤทธิ์โชค 

พระกริ่งรุ่นนี้หลวงพ่อสร้อยท่านสร้างในปี 2532

พระกริ่งหนึ่งเดียวในจักรวาลพระกริ่งจักรพรรดิ์ชัยวรมันสัมฤทธิ์โชค หลวงปู่สรวงเทวดาเล่นดิน

พระกริ่งจักรพรรดิ์ชัยวรมันสัมฤทธิ์โชคหลวงปู่สรวงเทวดาเล่นดินพระกริ่งหนึ่งเดียวในจักรวาล

พระกริ่งจักรพรรดิ์ชัยวรมันสัมฤทธิ์โชคหลวงปู่สรวงเทวดาเล่นดินพระกริ่งหนึ่งเดียวในจักรวาล

หลวงพ่อสร้อยท่านกล่าวไว้เป็นประจำว่า ท่านได้เห็นนิมิตแสงสว่างจากพระกริ่งรุ่นนี้พระกริ่งรุ่นนี้ทรงพระนามว่า

"กริ่งจักรพรรดิ์ชัยวรมันสัมฤทธิ์โชค"

เด่นทางสัมฤทธิ์เดชโชคลาภ,เดชอำนาจวาสนา

พระกริ่งผสมเนื้อโลหะสัมฤทธิ์เทวรูปขอมพันปี รุ่นนี้สร้างจำนวน999องค์เพื่อออกในวันไหว้ครูประจำปีที่วัดเลียบ

และสนองต่อความต้องการของบรรดาลูกศิษย์ที่ยังไม่มีพระกริ่งเหล็กไหลเพลิง

(รุ่นนี้องค์จะใหญ่กว่ากริ่งเหล็กไหลเพลิง)ที่ซึ่งหมดไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการโฆษณา

หลวงพ่อสร้อยท่านเอาโลหะจากเทวรูปขอมพันปีอันศักดิ์สิทธิ์!และชนวนโลหะขอมพันปีที่เหลือมาหล่อพระกริ่งรุ่นนี้...

โดยเฉพราะเทวรูปขอมศักดิ์สิทธิ์1000ปีคนธรรมดาๆจะเอาหลอมซี้ซั้วไม่ได้เด็ดขาด

หลังจากหลวงปู่สรวงท่านเดินทางมาจำวัตรที่วัดเลียบตลอดการสร้างในฤกษ์และมาเสกให้โดยรู้หมายกัน

ในวาระจิตของผู้ทรงอภิญญาระหว่างศิษย์อาจารย์(พ่อสร้อย,ปู่สรวง).หลวงพ่อสร้อยท่านก็ได้นิมนต์

พระเกจิที่ท่านรู้จักกันที่มาพุทธาภิเษกพระกริ่งเหล็กไหลเพลิงในปี2530มาอีก(ที่มาได้บางท่านจริงๆ).

พระชุดนี้หลวงพ่อสร้อยท่านเสกกับหลวงปู่สรวงอีกหลายสิบครั้งจนหลวงพ่อสร้อยท่านกล่าวกับลูกศิษย์ใกล้ชิดว่า.

ท่านเห็นนิมิตแสงสว่างโชติช่วงจากพระกริ่งรุ่นนี้...ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผู้ใกล้ชิดและที่อยู่ในเหตุการณ์

ที่หลวงพ่อสร้อยกับหลวงปู่สรวงเทวดาเล่นดินท่าน


*****************************************************************

ประคตเอว หลวงปู่สรวง ท่านจารหมึกด้วยตนเอง

และมอบให้ลูกศิษย์ไว้บูชา มีแค่ 2 ชิ้นบนโลกใบนี้

(ของดีครับ มีที่มาที่ไป ไม่มั่วนิ่ม)



วัตถุมงคลอื่นๆของหลวงปู่สรวง ที่มีให้บูชา

คลิกที่นี่

รูปถ่ายหลวงปู่สรวง เทวดาเล่นดิน

ภาพใหญ่ ขนาด 12 X 18 นิ้ว

หลวงปู่จารมือด้วยปากกาเมจิก ด้านหน้าและด้านหลังภาพ


รูปถ่ายหลวงปู่สรวง จารด้านหน้าและด้านหลังรูป

ภาพนี้เป็นที่มาของขุนแผนและภาพถ่ายที่หลวงปู่ใช้ปากาเมจิกจารมือ

(หลวงปู่จะใช้ปากกาเมจิก เขียนอักขระและรอยจาร)

ด้านล่างเป็นภาพ อริยบทต่างๆของหลวงปู่สรวง


 

 

 

ปัจจุบันวัตถุมงคลของหลวงปู่สรวงมีการทำเสริมขึ้นมาเยอะมาก

และอุปโลก ว่าเป็นของหลวงปู่ แม้กระทั่งมีบางวัด ที่อ้างว่าสร้าง

ปี 39 บ้าง 43บ้าง

 ประเภท งั่ง-ชูชก-กุมาร-เป๋อ-พระเนื้อดินต่างๆ และสิ่งต่างๆนานามากมาย

รวมทั้ง พระเหรียญต่างๆ ที่อ้างว่าเป็นรุ่นหนึ่งบ้าง-รุ่นแรกบ้าง

ส่วนใหญ่ จะเป็นของที่ไม่ทันหลวงปู่สรวงนะครับ

การเช่าหาควรศึกษาให้ชัดเจน..ก่อน นะครับ

ด้วยความหวังดีจาก ตลาดคนรวย 


Tags : หลวงปู่สรวง ประวัติหลวงปู่สรวง ขุนแผนหลวงปู่สรวง ว่าวหลวงปู่สรวง เหล็กไหลหลวงปู่สรวง วัตถุมงคลหลวงปู่สรวง ฟันหลวงปู่สรวง ชานหมากหลวงปู่สรวง พระอัตถิธาตุหลวงปู่สรวง เขี้ยวแก้วหลวงปู่สรวง

view